ปล่อยเช่าคอนโดไม่ให้ว่าง ตั้งราคายังไงให้แข่งขันได้
THAI PROPERTY 99

รับบริหารโครงการจัดสรร ทั้งกรุงเทพฯ-ปริมณฑล

ปล่อยเช่าคอนโดไม่ให้ว่าง ตั้งราคายังไงให้แข่งขันได้

ตุลาคม 24, 2026
ปล่อยเช่าคอนโดไม่ให้ว่าง ตั้งราคายังไงให้แข่งขันได้

ห้องคอนโดที่ปล่อยเช่าไม่ออก ส่วนใหญ่ไม่ได้มีปัญหาที่ตัวห้อง แต่มีปัญหาที่ “ราคา” ซึ่งตั้งไว้ไม่สัมพันธ์กับห้องคู่แข่งในตลาด คำตอบสั้น ๆ ของการปล่อยเช่าคอนโดให้ไม่ว่างคือ ตั้งราคาจากห้องที่เทียบกันได้จริงในทำเลเดียวกัน แล้วปรับขึ้นลงตามจุดต่างของห้องเรา แทนการตั้งราคาจากภาระผ่อนหรือราคาที่ “อยากได้”

บทความนี้สรุปวิธีตั้งค่าเช่าแบบเป็นขั้นตอน ตั้งแต่สำรวจตลาด คำนวณต้นทุนห้องว่าง ไปจนถึงสัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาต้องปรับราคา เหมาะสำหรับนักลงทุนที่มีคอนโดปล่อยเช่า หรือกำลังจะซื้อห้องเพื่อปล่อยเช่า

ห้องว่างแพงกว่าที่คิด: เทียบให้เห็นเป็นตัวเลข

หลายคนลังเลที่จะลดค่าเช่าลงเล็กน้อย เพราะรู้สึกว่า “เสียเปรียบ” แต่ถ้าคำนวณจริง การปล่อยห้องว่างนานมักเสียมากกว่า

สมมติห้องหนึ่งตั้งค่าเช่าไว้ 12,000 บาท/เดือน

  • ทางเลือก A: ยืนราคา 12,000 บาท แต่ห้องว่าง 2 เดือนกว่าจะได้ผู้เช่า → รายได้ที่หายไป 24,000 บาท
  • ทางเลือก B: ลดเหลือ 11,500 บาท และได้ผู้เช่าภายในเดือนแรก → รายได้ที่ลดลงตลอดสัญญา 1 ปี = 500 × 12 = 6,000 บาท

ทางเลือก B เสียน้อยกว่าเกือบ 4 เท่า และยังไม่นับค่าส่วนกลาง ค่าไฟขั้นต่ำ และค่างวดที่ต้องจ่ายต่อแม้ไม่มีผู้เช่า ห้องว่าง 1 เดือนเท่ากับรายได้ทั้งปีหายไปราว 8% ทันที นี่คือเหตุผลที่ “ราคาที่ปิดได้เร็ว” สำคัญกว่า “ราคาสูงสุดที่เป็นไปได้”

ขั้นที่ 1: สำรวจราคาตลาดจากห้องที่เทียบกันได้จริง

อย่าดูแค่ค่าเฉลี่ยของทั้งทำเล ให้หาห้องที่ใกล้เคียงกับห้องเรามากที่สุดก่อน โดยเรียงลำดับความสำคัญแบบนี้

  1. ตึกเดียวกันหรือโครงการเดียวกัน คือคู่แข่งโดยตรง เพราะผู้เช่าจะเปิดดูพร้อมกัน
  2. ขนาดและแบบห้องเดียวกัน เช่น สตูดิโอ 1 ห้องนอน หรือ 2 ห้องนอน ขนาดต่างกันไม่เกิน 10–15%
  3. ระยะห่างจากรถไฟฟ้าหรือแหล่งงาน ใกล้เคียงกัน
  4. สภาพและเฟอร์นิเจอร์ ใกล้เคียงกัน

เก็บข้อมูลอย่างน้อย 5–10 ห้องจากเว็บประกาศเช่าและกลุ่มเช่าคอนโดในโซนนั้น จดราคา ขนาด ชั้น วิว และวันที่ลงประกาศ ไว้ด้วย ห้องที่ลงประกาศมานานหลายเดือนแล้วยังไม่ปิด แปลว่าราคานั้น “สูงเกินตลาด” อย่าใช้เป็นตัวตั้ง

ถ้าทำได้ ให้ถามนิติบุคคลหรือนายหน้าในโครงการว่าห้องที่ปิดสัญญาได้จริงช่วงหลัง ๆ ปิดที่ราคาเท่าไร เพราะราคาที่ตั้งในประกาศกับราคาที่ตกลงกันจริงมักไม่เท่ากัน

ขั้นที่ 2: ปรับราคาตามจุดต่างของห้องเรา

เมื่อได้ราคาตั้งต้นจากห้องที่เทียบกันได้แล้ว ให้ปรับขึ้นหรือลงตามจุดต่าง ตัวอย่างปัจจัยที่ผู้เช่ามักให้ความสำคัญ

ปัจจัย ทำให้ตั้งราคาสูงขึ้นได้ ควรตั้งราคาต่ำลง
เฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ครบ พร้อมเข้าอยู่ มีเครื่องซักผ้า ไมโครเวฟ ขาดของจำเป็น ผู้เช่าต้องซื้อเพิ่ม
สภาพห้อง รีโนเวตใหม่ สีสด ไม่มีกลิ่นอับ ผนังเลอะ เฟอร์นิเจอร์โทรม
ชั้นและวิว ชั้นสูง วิวเปิด ไม่โดนแดดบ่ายแรง ชั้นต่ำ วิวตึก มีเสียงรบกวน
การเดินทาง เดินถึงรถไฟฟ้าได้ในไม่กี่นาที ต้องต่อรถหรือเดินไกล
สิ่งที่รวมในค่าเช่า รวมอินเทอร์เน็ต ที่จอดรถ ไม่มีที่จอดรถ

หลักง่าย ๆ คือ ถ้าห้องเรา “ดีกว่า” ห้องคู่แข่งในจุดที่ผู้เช่าเห็นได้ชัด (เช่น เฟอร์นิเจอร์ครบกว่า ใกล้รถไฟฟ้ากว่า) ก็ตั้งสูงกว่าได้เล็กน้อย แต่ถ้าดีกว่าในจุดที่ผู้เช่ามองไม่เห็นจากรูปประกาศ ให้ใช้เป็นจุดขายแทนการขึ้นราคา

ขั้นที่ 3: ตั้งราคาให้ “ถูกค้นเจอ” ก่อน

ผู้เช่าส่วนใหญ่ค้นห้องผ่านเว็บหรือแอปที่มีตัวกรองช่วงราคา เช่น 8,000–10,000 บาท หรือไม่เกิน 12,000 บาท ถ้าตั้งราคา 10,200 บาท ห้องเราจะหลุดจากผลค้นหาของคนที่ตั้งงบไว้ “ไม่เกินหมื่น” ทันที ทั้งที่ต่างกันแค่ 200 บาท

  • ตั้งราคาให้อยู่ ใต้ตัวเลขกลม ๆ เช่น 9,900 แทน 10,200 หรือ 11,900 แทน 12,300
  • ถ้าอยากได้ราคาสูงขึ้น ให้เพิ่มเป็นบริการเสริมแยกต่างหาก เช่น ที่จอดรถ หรือทำความสะอาดรายเดือน

ขั้นที่ 4: ใช้เงื่อนไขช่วยปิดการเช่า แทนการลดราคาอย่างเดียว

บางครั้งผู้เช่าไม่ได้ติดที่ค่าเช่ารายเดือน แต่ติดที่ “เงินก้อนแรก” ที่ต้องจ่ายวันเข้าอยู่ เงื่อนไขที่ยืดหยุ่นขึ้นจึงช่วยปิดได้เร็วโดยไม่ต้องลดราคาฐาน

  • ปรับเงินประกันให้เหมาะกับกลุ่มผู้เช่า หรือแบ่งจ่ายได้
  • เสนอสัญญา 1 ปีพร้อมสิทธิ์ต่อสัญญาในราคาเดิม ดึงดูดผู้เช่าระยะยาว
  • รวมค่าอินเทอร์เน็ตหรือทำความสะอาดก่อนเข้าอยู่ให้
  • เปิดให้เข้าชมห้องได้หลายช่วงเวลา รวมถึงวิดีโอคอลพาชมห้อง

ทั้งนี้ เงื่อนไขเรื่องเงินประกันและสัญญาเช่าควรเขียนให้ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร และตรวจสอบให้สอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องก่อนทำสัญญา

ขั้นที่ 5: ทำประกาศให้คุ้มกับราคาที่ตั้ง

ราคาที่เหมาะสมจะไม่ช่วยอะไร ถ้าประกาศไม่ดึงดูดพอให้คนกดเข้ามาดู

  • รูปภาพ: ถ่ายตอนกลางวัน เปิดไฟทุกดวง เก็บของให้เรียบร้อย มีรูปมุมกว้าง ห้องน้ำ ครัว และวิวจากหน้าต่าง
  • ข้อมูลครบในประกาศเดียว: ขนาด ชั้น เฟอร์นิเจอร์ เงื่อนไขสัญญา ระยะเดินถึงรถไฟฟ้า วันที่เข้าอยู่ได้
  • ตอบไว: ผู้เช่ามักทักหลายห้องพร้อมกัน ห้องที่ตอบก่อนและนัดชมได้เร็วมักได้เปรียบ

สัญญาณว่าถึงเวลาต้องปรับราคา

ให้ดูจากพฤติกรรมของผู้เช่า แทนการเดา

  • ลงประกาศ 2 สัปดาห์แล้วแทบไม่มีคนทัก: ปัญหาอยู่ที่ราคาหรือรูปประกาศ ลองเทียบกับห้องคู่แข่งอีกครั้ง แล้วปรับรูปก่อนปรับราคา
  • มีคนทักและมาดูห้อง แต่ไม่ปิด: ถามเหตุผลตรง ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องราคาเทียบกับห้องอื่น สภาพห้อง หรือเงื่อนไขเงินก้อนแรก
  • ห้องคู่แข่งในตึกปิดไปแล้วหลายห้อง: แปลว่าตลาดมีความต้องการ แต่ห้องเรายังไม่ใช่ตัวเลือกแรก

ปรับทีละขั้นเล็ก ๆ เช่น ครั้งละ 300–500 บาท แล้วรอดูผลสัก 1 สัปดาห์ ดีกว่าลดครั้งเดียวมาก ๆ จนเสียรายได้เกินจำเป็น

เช็กลิสต์ก่อนลงประกาศปล่อยเช่า

  • ☐ เก็บราคาห้องที่เทียบกันได้ในตึกหรือทำเลเดียวกันอย่างน้อย 5 ห้อง
  • ☐ ปรับราคาตามจุดต่างของห้อง และตั้งให้อยู่ใต้ตัวเลขกลมของช่วงค้นหา
  • ☐ คำนวณแล้วว่าห้องว่าง 1 เดือนเสียรายได้เท่าไร
  • ☐ กำหนดเงื่อนไขเงินประกัน สัญญา และสิ่งที่รวมในค่าเช่าให้ชัด
  • ☐ ถ่ายรูปใหม่ให้สว่างและครบทุกมุม
  • ☐ ตั้งวันทบทวนราคา 2 สัปดาห์หลังลงประกาศ

สรุป

การปล่อยเช่าคอนโดให้ไม่ว่าง ไม่ได้แปลว่าต้องตั้งราคาถูกที่สุด แต่ต้องตั้งราคาที่ “ถูกที่” เมื่อเทียบกับห้องคู่แข่งที่ผู้เช่าเปิดดูพร้อมกัน เริ่มจากสำรวจตลาดอย่างเป็นระบบ ปรับตามจุดต่างของห้อง ตั้งราคาให้ค้นเจอ และใช้เงื่อนไขช่วยปิดการเช่า เพราะทุกเดือนที่ห้องว่าง คือรายได้ที่ไม่มีวันได้คืน

หากคุณมีคอนโดที่ต้องการปล่อยเช่า หรือกำลังมองหาห้องเพื่อลงทุนปล่อยเช่า ทีม thaiproperty99 ยินดีให้คำปรึกษาเรื่องทำเล ราคา และการทำการตลาดห้องเช่า ติดต่อเราได้ทางเพจ Facebook หรือ LINE OA ของ thaiproperty99

Author

info thaiproperty99.

info@thaiproperty99.com

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *