ปล่อยเช่าคอนโดไม่ให้ว่าง ตั้งราคายังไงให้แข่งขันได้
ห้องคอนโดที่ปล่อยเช่าไม่ออก ส่วนใหญ่ไม่ได้มีปัญหาที่ตัวห้อง แต่มีปัญหาที่ “ราคา” ซึ่งตั้งไว้ไม่สัมพันธ์กับห้องคู่แข่งในตลาด คำตอบสั้น ๆ ของการปล่อยเช่าคอนโดให้ไม่ว่างคือ ตั้งราคาจากห้องที่เทียบกันได้จริงในทำเลเดียวกัน แล้วปรับขึ้นลงตามจุดต่างของห้องเรา แทนการตั้งราคาจากภาระผ่อนหรือราคาที่ “อยากได้”
บทความนี้สรุปวิธีตั้งค่าเช่าแบบเป็นขั้นตอน ตั้งแต่สำรวจตลาด คำนวณต้นทุนห้องว่าง ไปจนถึงสัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาต้องปรับราคา เหมาะสำหรับนักลงทุนที่มีคอนโดปล่อยเช่า หรือกำลังจะซื้อห้องเพื่อปล่อยเช่า
ห้องว่างแพงกว่าที่คิด: เทียบให้เห็นเป็นตัวเลข
หลายคนลังเลที่จะลดค่าเช่าลงเล็กน้อย เพราะรู้สึกว่า “เสียเปรียบ” แต่ถ้าคำนวณจริง การปล่อยห้องว่างนานมักเสียมากกว่า
สมมติห้องหนึ่งตั้งค่าเช่าไว้ 12,000 บาท/เดือน
- ทางเลือก A: ยืนราคา 12,000 บาท แต่ห้องว่าง 2 เดือนกว่าจะได้ผู้เช่า → รายได้ที่หายไป 24,000 บาท
- ทางเลือก B: ลดเหลือ 11,500 บาท และได้ผู้เช่าภายในเดือนแรก → รายได้ที่ลดลงตลอดสัญญา 1 ปี = 500 × 12 = 6,000 บาท
ทางเลือก B เสียน้อยกว่าเกือบ 4 เท่า และยังไม่นับค่าส่วนกลาง ค่าไฟขั้นต่ำ และค่างวดที่ต้องจ่ายต่อแม้ไม่มีผู้เช่า ห้องว่าง 1 เดือนเท่ากับรายได้ทั้งปีหายไปราว 8% ทันที นี่คือเหตุผลที่ “ราคาที่ปิดได้เร็ว” สำคัญกว่า “ราคาสูงสุดที่เป็นไปได้”
ขั้นที่ 1: สำรวจราคาตลาดจากห้องที่เทียบกันได้จริง
อย่าดูแค่ค่าเฉลี่ยของทั้งทำเล ให้หาห้องที่ใกล้เคียงกับห้องเรามากที่สุดก่อน โดยเรียงลำดับความสำคัญแบบนี้
- ตึกเดียวกันหรือโครงการเดียวกัน คือคู่แข่งโดยตรง เพราะผู้เช่าจะเปิดดูพร้อมกัน
- ขนาดและแบบห้องเดียวกัน เช่น สตูดิโอ 1 ห้องนอน หรือ 2 ห้องนอน ขนาดต่างกันไม่เกิน 10–15%
- ระยะห่างจากรถไฟฟ้าหรือแหล่งงาน ใกล้เคียงกัน
- สภาพและเฟอร์นิเจอร์ ใกล้เคียงกัน
เก็บข้อมูลอย่างน้อย 5–10 ห้องจากเว็บประกาศเช่าและกลุ่มเช่าคอนโดในโซนนั้น จดราคา ขนาด ชั้น วิว และวันที่ลงประกาศ ไว้ด้วย ห้องที่ลงประกาศมานานหลายเดือนแล้วยังไม่ปิด แปลว่าราคานั้น “สูงเกินตลาด” อย่าใช้เป็นตัวตั้ง
ถ้าทำได้ ให้ถามนิติบุคคลหรือนายหน้าในโครงการว่าห้องที่ปิดสัญญาได้จริงช่วงหลัง ๆ ปิดที่ราคาเท่าไร เพราะราคาที่ตั้งในประกาศกับราคาที่ตกลงกันจริงมักไม่เท่ากัน
ขั้นที่ 2: ปรับราคาตามจุดต่างของห้องเรา
เมื่อได้ราคาตั้งต้นจากห้องที่เทียบกันได้แล้ว ให้ปรับขึ้นหรือลงตามจุดต่าง ตัวอย่างปัจจัยที่ผู้เช่ามักให้ความสำคัญ
| ปัจจัย | ทำให้ตั้งราคาสูงขึ้นได้ | ควรตั้งราคาต่ำลง |
|---|---|---|
| เฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้า | ครบ พร้อมเข้าอยู่ มีเครื่องซักผ้า ไมโครเวฟ | ขาดของจำเป็น ผู้เช่าต้องซื้อเพิ่ม |
| สภาพห้อง | รีโนเวตใหม่ สีสด ไม่มีกลิ่นอับ | ผนังเลอะ เฟอร์นิเจอร์โทรม |
| ชั้นและวิว | ชั้นสูง วิวเปิด ไม่โดนแดดบ่ายแรง | ชั้นต่ำ วิวตึก มีเสียงรบกวน |
| การเดินทาง | เดินถึงรถไฟฟ้าได้ในไม่กี่นาที | ต้องต่อรถหรือเดินไกล |
| สิ่งที่รวมในค่าเช่า | รวมอินเทอร์เน็ต ที่จอดรถ | ไม่มีที่จอดรถ |
หลักง่าย ๆ คือ ถ้าห้องเรา “ดีกว่า” ห้องคู่แข่งในจุดที่ผู้เช่าเห็นได้ชัด (เช่น เฟอร์นิเจอร์ครบกว่า ใกล้รถไฟฟ้ากว่า) ก็ตั้งสูงกว่าได้เล็กน้อย แต่ถ้าดีกว่าในจุดที่ผู้เช่ามองไม่เห็นจากรูปประกาศ ให้ใช้เป็นจุดขายแทนการขึ้นราคา
ขั้นที่ 3: ตั้งราคาให้ “ถูกค้นเจอ” ก่อน
ผู้เช่าส่วนใหญ่ค้นห้องผ่านเว็บหรือแอปที่มีตัวกรองช่วงราคา เช่น 8,000–10,000 บาท หรือไม่เกิน 12,000 บาท ถ้าตั้งราคา 10,200 บาท ห้องเราจะหลุดจากผลค้นหาของคนที่ตั้งงบไว้ “ไม่เกินหมื่น” ทันที ทั้งที่ต่างกันแค่ 200 บาท
- ตั้งราคาให้อยู่ ใต้ตัวเลขกลม ๆ เช่น 9,900 แทน 10,200 หรือ 11,900 แทน 12,300
- ถ้าอยากได้ราคาสูงขึ้น ให้เพิ่มเป็นบริการเสริมแยกต่างหาก เช่น ที่จอดรถ หรือทำความสะอาดรายเดือน
ขั้นที่ 4: ใช้เงื่อนไขช่วยปิดการเช่า แทนการลดราคาอย่างเดียว
บางครั้งผู้เช่าไม่ได้ติดที่ค่าเช่ารายเดือน แต่ติดที่ “เงินก้อนแรก” ที่ต้องจ่ายวันเข้าอยู่ เงื่อนไขที่ยืดหยุ่นขึ้นจึงช่วยปิดได้เร็วโดยไม่ต้องลดราคาฐาน
- ปรับเงินประกันให้เหมาะกับกลุ่มผู้เช่า หรือแบ่งจ่ายได้
- เสนอสัญญา 1 ปีพร้อมสิทธิ์ต่อสัญญาในราคาเดิม ดึงดูดผู้เช่าระยะยาว
- รวมค่าอินเทอร์เน็ตหรือทำความสะอาดก่อนเข้าอยู่ให้
- เปิดให้เข้าชมห้องได้หลายช่วงเวลา รวมถึงวิดีโอคอลพาชมห้อง
ทั้งนี้ เงื่อนไขเรื่องเงินประกันและสัญญาเช่าควรเขียนให้ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร และตรวจสอบให้สอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องก่อนทำสัญญา
ขั้นที่ 5: ทำประกาศให้คุ้มกับราคาที่ตั้ง
ราคาที่เหมาะสมจะไม่ช่วยอะไร ถ้าประกาศไม่ดึงดูดพอให้คนกดเข้ามาดู
- รูปภาพ: ถ่ายตอนกลางวัน เปิดไฟทุกดวง เก็บของให้เรียบร้อย มีรูปมุมกว้าง ห้องน้ำ ครัว และวิวจากหน้าต่าง
- ข้อมูลครบในประกาศเดียว: ขนาด ชั้น เฟอร์นิเจอร์ เงื่อนไขสัญญา ระยะเดินถึงรถไฟฟ้า วันที่เข้าอยู่ได้
- ตอบไว: ผู้เช่ามักทักหลายห้องพร้อมกัน ห้องที่ตอบก่อนและนัดชมได้เร็วมักได้เปรียบ
สัญญาณว่าถึงเวลาต้องปรับราคา
ให้ดูจากพฤติกรรมของผู้เช่า แทนการเดา
- ลงประกาศ 2 สัปดาห์แล้วแทบไม่มีคนทัก: ปัญหาอยู่ที่ราคาหรือรูปประกาศ ลองเทียบกับห้องคู่แข่งอีกครั้ง แล้วปรับรูปก่อนปรับราคา
- มีคนทักและมาดูห้อง แต่ไม่ปิด: ถามเหตุผลตรง ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องราคาเทียบกับห้องอื่น สภาพห้อง หรือเงื่อนไขเงินก้อนแรก
- ห้องคู่แข่งในตึกปิดไปแล้วหลายห้อง: แปลว่าตลาดมีความต้องการ แต่ห้องเรายังไม่ใช่ตัวเลือกแรก
ปรับทีละขั้นเล็ก ๆ เช่น ครั้งละ 300–500 บาท แล้วรอดูผลสัก 1 สัปดาห์ ดีกว่าลดครั้งเดียวมาก ๆ จนเสียรายได้เกินจำเป็น
เช็กลิสต์ก่อนลงประกาศปล่อยเช่า
- ☐ เก็บราคาห้องที่เทียบกันได้ในตึกหรือทำเลเดียวกันอย่างน้อย 5 ห้อง
- ☐ ปรับราคาตามจุดต่างของห้อง และตั้งให้อยู่ใต้ตัวเลขกลมของช่วงค้นหา
- ☐ คำนวณแล้วว่าห้องว่าง 1 เดือนเสียรายได้เท่าไร
- ☐ กำหนดเงื่อนไขเงินประกัน สัญญา และสิ่งที่รวมในค่าเช่าให้ชัด
- ☐ ถ่ายรูปใหม่ให้สว่างและครบทุกมุม
- ☐ ตั้งวันทบทวนราคา 2 สัปดาห์หลังลงประกาศ
สรุป
การปล่อยเช่าคอนโดให้ไม่ว่าง ไม่ได้แปลว่าต้องตั้งราคาถูกที่สุด แต่ต้องตั้งราคาที่ “ถูกที่” เมื่อเทียบกับห้องคู่แข่งที่ผู้เช่าเปิดดูพร้อมกัน เริ่มจากสำรวจตลาดอย่างเป็นระบบ ปรับตามจุดต่างของห้อง ตั้งราคาให้ค้นเจอ และใช้เงื่อนไขช่วยปิดการเช่า เพราะทุกเดือนที่ห้องว่าง คือรายได้ที่ไม่มีวันได้คืน
หากคุณมีคอนโดที่ต้องการปล่อยเช่า หรือกำลังมองหาห้องเพื่อลงทุนปล่อยเช่า ทีม thaiproperty99 ยินดีให้คำปรึกษาเรื่องทำเล ราคา และการทำการตลาดห้องเช่า ติดต่อเราได้ทางเพจ Facebook หรือ LINE OA ของ thaiproperty99